วันศุกร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2551

สร้างตนเองให้พร้อมกับการทำงาน

ร่างกาย
  • นอน 3 หรือ 4 ทุ่ม ตื่นตี 5 ทุกวัน
  • หัดวิธีหลับสนิทจากชีวจิต เพื่อให้ “โกร๊ธ ฮอร์โมน” หลั่งด้วย ถ้านอนหลับได้สนิทอย่างนี้ วันละ 5 ชั่วโมงก็เหลือเฟือแล้ว
  • ผ่อนคลายความเครียด ด้วยการทำ Relaxaion
  • ออกกำลังกายทุกเช้า ด้วยวิธีไหนก็ได้ ขอให้ “โกร๊ธ ฮอร์โมน” หลั่งเป็นใช้ได้ คือ เหงื่อออกโทรม หัวใจเต้นแรง ชีพจนเต้นระหว่าง 100-120 ครั้งต่อนาที
  • ทุกคืนก่อนนอน ขอให้ทบทวนการปฏิบัติตามข้อที่หนึ่ง ว่าทำไปแล้วอย่างไร ก้าวหน้าหรือถอยหลังไปกว่าเดิม วันต่อไปจะแก้ไขปรับปรุงอย่างไร


สิ่งแวดล้อมในบ้านและที่ทำงาน

  • หาต้นไม้ ดอกไม้ ไม้ใบ (ต้นไม้จริง ไม่ใช่พลาสติก) วางไว้ในบ้านและห้องทำงาน
  • อย่าใช้พรมปูเต็มห้อง ถ้าจำเป็นต้องเอาพรมตากแดดทุกอาทิตย์
  • ให้ของใช้ในห้องนอน เช่น เตียง ผ้าคลุม หมอน ได้รับแสงแดดอย่างน้อยอาทิตย์ละ 3-4 ครั้ง เปิดหน้าต่างให้อากาศระบายทุกวัน
  • ระวังยาฆ่าแมลง ให้ใช้น้อยที่สุด หรือไม่ใช้เลย
  • วิถีชีวิตต้องให้เข้ากับธรรมชาติ ที่อยู่อาศัย อากาศโปร่ง การระบายน้ำและของโสโครกต้องสะอาด น้ำต้องบริสุทธิ์ ชีวิตประจำวันเข้ากันได้ดีกับสิ่งแวดล้อม


จิตใจ

  • ฝึกวิธีคิด วิธีทำใจเสียใหม่ วิธีคิดคือ การคิดในทางบวก ทำใจให้เบิกบาน และใช้สติกับสมาธิกำกับใจอยู่ตลอดเวลา
  • รักเพื่อนของท่านให้เท่ากับรักตัวเอง ทุกวันมีเพื่อนใหม่เพิ่มขึ้นอย่างน้อยหนึ่งคน ให้ความรักแก่เพื่อน แล้วคุณจะได้ความรักกลับคืนเป็นสองเท่า

วันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2551

เคล็ดลับในการทำงานให้เสร็จทันเวลาในแต่ละวัน ..

การทำงานให้เสร็จทันเวลาในแต่ละวัน ต้องอาศัยเคล็ดลับ ไม่ยาก ต่อให้คุณจะยุ่งมากแค่ไหน คุณก็สามารถทำให้งานต่าง ๆ เสร็จได้ไม่ยากเลย มาดูเคล็ดลับความสำเร็จกันเถอะคือ ความสำเร็จอยู่ในมือคุณแล้ว มาดูกันเลย ...
++เตรียมพร้อม++
คือเตรียมรายการที่ต้องทำในแต่ละวัน จัดลำดับความสำคัญ แล้วทำสิ่งที่สำคัญที่สุดก่อน..
++อย่ารับงานมาก++
ไม่ทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน ควรตัดสินใจเลือกทำงานชิ้นใดชิ้นหนึ่งให้เสร็จก่อนที่จะทำงานอื่นต่อไป..
++อย่าหวังว่าทำได้ดีที่สุด++
เพราะการทำทุกอย่างให้ดีไม่มีที่ตินั้น ต้องใช้เวลาและพลังงานมาก ดังนั้นอย่าเสียเวลากับเรื่องเล็กน้อยที่ไม่สำคัญจนกลายเป็นการบริหารเวลาไม่เป็น..
++รู้จักปฏิเสธ++
หากไม่สามารถทำได้ทันเวลาหรือเป็นงานที่เกินกำลัง..
++อย่าเสียเวลากับกองกระดาษ ++
ไม่ควรเก็บเอกสารทุกอย่างรวมกันไว้เต็มโต๊ะ เพราะเมื่อต้องการใช้เอกสารสำคัญจะต้องเสียเวลานาน ควรจัดทำเป็นแฟ้มเอกสารเพื่อจะใช้ได้ง่าย..
++หาคนช่วย++
ไม่ต้องกลัวเสียหน้า ถ้าเราเดือดร้อนแล้วบอกเพ ื่อน เพื่อนที่ดีจะช่วยเรา และเขาก็จะพอใจที่เราวางใจเขาให้ช่วย.. และ
++พักผ่อนบ้าง++
เช่น ถ้าเป็นเวลาทำงาน ควรหาเวลาพักสมองบ้าง ถ้าเป็นหลังเลิกงานก็หาสิ่งที่ทำแล้วสบายใจ เช่นอ่านหนังสือหรือดูหนังฟังเพลง…

วันอังคารที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2551

น่าเที่ยวพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย

แหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์แรงงาน ‘แห่งแรกและแห่งเดียวในเอเชีย’
อ่านจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์‘ซอกแซกกรุงเทพ’ สัปดาห์นี้ เขาพาเที่ยวพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย สถานที่บอกเล่าพัฒนาการแรงงานไทย ยุคก่อนสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก่อตั้งขึ้นเพื่อบอกเล่าประวัติศาสตร์ คุณค่าของคนงานไทยที่มีคุณูปการและมีส่วนสร้างสรรค์สังคมมาช้านาน ภายในพิพิธภัณฑ์แบ่งพื้นที่จัดแสดงเป็น 6 ส่วน

ส่วนแรก แสดงเรื่องราวของสังคมและชีวิตความเป็นอยู่ของแรงงานไทยใน ‘สังคมศักดินา’ เป็นสมัยที่ใช้แรงงานบังคับไพร่-ทาส ในการผลิตทุกด้านของสังคม มีการแสดงข้าวของเครื่องใช้ซึ่งจำลองมาจากวิถีชีวิตของแรงงานสมัยอดีตให้ชมกัน

ถัดมาเป็น เรื่องราวของกุลีจีน แรงงานรับจ้างรุ่นแรกสุดของสังคมไทย พวกเขาอพยพมาจากแผ่นดินจีนอย่างไร มีชีวิตความเป็นอยู่เช่นไร แล้วทำไมกุลีจีนต้องสูบฝิ่น มาร่วมหาคำตอบกันได้ในห้องนี้ รวมทั้งจัดแสดง ‘รถเจ๊ก’ (ลักษณะคล้ายรถสามล้อปั่นปัจจุบัน แต่เปลี่ยนจากใช้แรงปั่นเป็นการใช้แรงลาก) ให้สัมผัสและลองนั่งอีกด้วย

ส่วนที่ 3 ช่วงปฎิรูปประเทศสมัยรัชกาลที่ 5 เปลี่ยนผ่านสยามประเทศสู่ความเป็นอารยะสมัย ห้องนี้จะบอกเล่ากระบวนการปฎิรูป และการเข้าไปมีส่วนร่วมของผู้ใช้แรงงานในเหตุการณ์ดังกล่าว รวมทั้งจัดแสดงสัญญาซื้อขายทาสในสมัยก่อนซึ่งหาดูได้ยาก

ส่วนที่ 4 แสดงสภาพแรงงานก่อนและหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชสู่ระบอบประชาธิปไตย จัดแสดงหนังสือพิมพ์กรรมกรอันเป็นกระบอกเสียงของแรงงานไทยยุคแรก ใบปลิว เอกสาร เหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ และเหรียญกล้าหาญของผู้ร่วมปราบกบฏบวรเดชเมื่อปี 2476

ส่วนที่ 5 บอกเล่าเรื่องราวของแรงงานช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 การใช้ชีวิตของผู้คนช่วงสงครามเย็น และแบบจำลองการสร้างทางรถไฟสายมรณะที่ จ.กาญจนบุรี
มาถึงส่วนสุดท้าย รวมบุคคลและเหตุการณ์สำคัญที่เคยเกิดกับแรงงานไทย อาทิ เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เรื่องของทนง โพธิ์อ่าน ผู้นำแรงงานที่ต่อต้านเผด็จการ รสช. สมัย พล.อ.สุจินดา คราประยูร เรื่องแรงงานสตรี แรงงานเด็ก เป็นต้น

สำหรับผู้ที่ต้องการทราบความเป็นมาของบทเพลงด้านแรงงาน ก็มีห้อง ‘ศิลปวัฒนธรรมกรรมกร จิตร ภูมิศักดิ์’ ให้เยี่ยมชมและฝึกร้องเพลงที่สะท้อนปัญหาของผู้ใช้แรงงานได้ โดยมีมุมคาราโอเกะไว้คอยบริการด้วย
ร่วมเรียนรู้อดีตแรงงานไทย กลุ่มคนที่มีคุณูปการต่อสังคมมาตลอดประวัติศาตร์อันยาวนานได้ ที่ ‘พิพิธภัณฑ์แรงงานไทย’ แห่งแรกและแห่งเดียวในเอเชีย แหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์สังคมไทย ที่หาดูที่ไหนไม่ได้.

หมายเหตุ
‘พิพิธภัณฑ์แรงงานไทย’ ตั้งอยู่ที่ ถ.มักกะสัน แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพฯ เปิดทำการวันพุธ-วันอาทิตย์ เวลา 10.00 - 16.30 น. ไม่เสียค่าเข้าชม สอบถามเพิ่มเติมโทร. 0-2251-3173

ประวัติช็อกโกแล็ต

ช็อกโกแล็ตนั้น มีมานานกว่า 1,400 ปีแล้ว เรื่องราวของช็อคโกแล็ตนั้น เริ่มต้นขึ้นที่ทวีปอเมริกากลาง ซึ่งชนเผ่ามายานั้น เขาได้เคยดื่มกินน้ำชนิดหนึ่งซึ่งหอมกรุ่นและให้รสชาติซาบซ่านเรียกว่า "ช็อกโกแลทัล" ซึ่งนั่นก็คือช็อกโกแล็ตนั่นเอง

ชาวชนเผ่ามายาจึงได้ขึ้นชื่อว่า เป็นผู้ทำให้ต้นโกโก้ กลายเป็นช็อกโกแล็ตขึ้นมา นับว่าเป็นการค้นพบที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งของต่อปากของมนุษยชาติก็ว่าได้ ต้นโกโก้นั้นปลูกกันทั่วทวีปอเมริกากลางเมื่อสองพันปีก่อนเติบโตได้ดีในอากาศร้อน และในผลโกโก้นี้มีเมล็ดสีม่วงจำนวนมาก เราสามารถนำเมล็ดสีม่วงเหล่านี้ไปตากแห้งและผ่านกระบวนการต่างๆ ทำให้เกิดเป็นช็อกโกแล็ตขึ้นมาได้

คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส เป็นชาวยุโรปคนแรกที่ได้เห็นและสัมผัสกับเมล็ดโกโก้ เขาค้นพบเมล็ดโกโก้ เมื่อปี ค.ศ. 1492 ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่เขาค้นพบทวีปอเมริกา ลูกชายของโคลัมบัลซึ่งได้ติดตามไปทวีปอเมริกาด้วยนั้น ได้ค้นพบเรือบดลำใหญ่ของชาวพื้นเมือง เขาบันทึกเหตุการณ์เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1502 ไว้ว่า "พวกชนชาวพื้นเมืองอเมริกัน ถือว่า เมล็ดถั่ว (เลม็ดโกโก้) มีค่าแล้วเก็บมันขึ้นมาราวกับว่าพวกเขาทำลูกตาตกอย่างนั้นแหละ" โคลัมบัสกับลูกเรือไม่รู้ว่าเมล็ดโกโก้นั้น อันที่จริงเป็นสิ่งที่ชาวมายาใช้แทนเงิน เมื่อกลับยุโรป โคลัมบัสนำได้นำเมล็ดดโกโก้เป็นหนึ่งในของที่นำมาถวายแด่กษัตริย์และราชินีของสเปนด้วย

กษัตริย์เฟอดินันด์มองไม่เห็นคุณค่าของเมล็ดโกโก้ กว่าเมล็ดโกโก้จะกลายเป็น "สมบัติล้ำค่า" ขึ้มาก็อีก 20 ปีให้หลัง เมื่อเฮอร์นันโด คอร์เทส เดินทางไปพิชิตจักรวรรดิแอสแท็ค โดยในช่วงที่คอร์เทส รุกรานดินแดนเม๊กซิโก เขาสังเกตเห็นชาวแอสแท็คใช้เมล็ดโกโก้ในการเตรียมการถวายเครื่องดื่มแก่กษัตริย์ ซึ่งว่ากันว่าจักรพรรดิมอนเตซูมา ดื่มน้ำช็อกโกแล็ตถึงวันละ 50 ถ้วย เมื่อคอร์เทสและกองทัพสเปนมาถึง พระองค์ (ซึ่งคิดว่าคอร์เทสเป็นเทพเจ้า) ทรงให้การต้อนรับด้วยน้ำช็อกโกแล็คที่ใส่ภาชนะทองคำอย่างหรูหราอลังการมาก ราวกับว่ามันเป็นอาหารหรือเครื่องดื่มจากแดนสวรรค์ คอร์เทสเขียนบันทึกไว้ว่า กษัตริย์มอนเทซูมาดื่ม "ซอคาแลทัล" "...ซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่เพิ่มพลังและขับไล่ความเหนื่อยอ่อนดื่มแก้วเดียวก็มีเรี่ยวแรงดิ่นได้ทั้งวันโดยไม่ต้องกินอาหารอย่างอื่นเลย" แม้ซอคาแลทัลของท่านจักรพรรดิ์ จะมีคุณสมบัติดีเพียงใดก็ไม่ใช่ทุกคนในกองทหารของคอร์เทสที่จะชื่นชอบมัน ทหารส่วนใหญ่ จริงๆ ก็เกือบทั้งหมดจะแทบสำลัก เพราะว่ามันมีรสชาติขมมาก ทหารบางคนบอกว่า "น่าจะโยนให้หมูกินดีกว่าเอามาให้พวกเรา"

ชนชั้นสูงดื่มกินน้ำช็อกโกแล็ต คนที่จะถูกสังเวยชีวิตในพิธีบูชายันมนุษย์ก็จะได้ดื่มน้ำช็อกโกแล็ตเพื่อที่จะกระตุ้นจิตใจให้มีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้งหนึ่ง มีการบันทึกว่าชาวแอสแท็คมีการถวายน้ำช็อกโกแล็ตให้แก่เทพเจ้าเค็ทซัลคอทัลด้วย ตามตำนานนั้นเล่าว่า เทพเค็ทซัลคอทัลหายลับไปจากโลกก็เพราะว่าถูกสวรรค์ลงโทษที่นำช็อกโกแล็ต ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องดื่มศักดิ์สิทธิ์จากแดนสวรรค์มาให้มนุษย์ได้ลิ้มลอง แต่สิ่งท่านทิ้งไว้ให้เป็นที่ระลึกก็คือ ต้นโกโก้ ที่งอกงามไปทั่วพื้นดิน ท่านจึงได้ครองอีกตำแหน่งก็คือเทพแห่งต้นโกโก้

ในปี 1529 เมื่อคอร์เทสปราบพวกแอสแท็คได้สำเร็จ เขาก็นำเอาเมล็ดโกโก้กลับมาสเปนด้วย จากนั้นรสชาติของน้ำช็อกโกแล็ต ก็ได้รับอิทธทพลจากสเปนคือ มีการเพิ่มน้ำตาลทราย วานิลาและกลิ่นอบเชยลงไป เครื่องดื่มนี้ชนะใจทุกคน โดยเฉพาะพวกผู้ดีในสเปน สเปนจึงได้สร้างไร่โกโก้ในทวีปอเมริกากลางจนกลายเป็นธุรกิจใหญ่โต แต่เก็บศิลปะการทำน้ำช็อกโกแล็ตไว้เป็นความลับจากพวกชนชาติยุโรปที่เหลือนานเกือบร้อยปี

พระชาวสเปนนั้นเป็นผู้เก็บสูตรการทำน้ำช็อกโกแล็ตไว้เป็นความลับ แต่ความลับนั้นไม่มีในโลก มันจึงรั่วไหลออกมา ภายในเวลาอันรวดเร็วผู้คนทั่วทั้งยุโรปก็ติดใจในน้ำช็อกโกแล็ต ซึ่งถือเป็นเครื่องดื่มที่อร่อยและเสริมสุขภาพได้ มีการดื่มกันที่ราชสำนักในฝรั่งเศษ และได้นำช็อกโกแล็ตข้ามน้ำข้ามทะเลมายังอังกฤษ และในปี ค.ศ. 1675 ร้านน้ำช็อกโกแล็ตแห่งแรกของอังกฤษก็เปิดขึ้น

การดื่มน้ำช็อกโกแล็ตในยุคนั้น ถือเป็นเรื่องทันสมัยแสดงถึงรสนิยมสูง บรรดาผู้ดีมีสกุลเท่านั้นจึงมีสิทธิ์ลิ้มลองรสชาติของมัน และเมื่อเรือกลไฟได้ถูกประดิษฐ์ขึ้น ก็สามารถขนส่งเมล็ดโกโก้ได้คราวละเป็นจำนวนมาก พอถึงปี 1730 น้ำช็อกโกแล็ตจึงมีราคาถูกลง จนคนธรรมดาทั่วไปได้มีโอกาสลิ้มรสของมันได้บ้าง การประดิษฐ์เครื่องบดเมล็ดโกโก้ ในปี 1828 ยิ่งทำให้ราคาของน้ำช็อกโกแล็ตลดต่ำลงไปอีก ทั้งยังช่วยกรองไขมันของเมล็ดโกโก้ ออกไปให้รสชาติที่น่าหลงใหลขึ้น จากนั้นการดื่มน้ำช็อกโกแล็ตก็ได้แพร่หลายมาจนถึงทุกวันนี้

ในศตวรรษที่ 19 ช็อกโกแล็ตมีการเปลี่ยนรูปอยู่สองอย่างคือ ในปี 1847 บริษัทอังกฤษได้ผลิต "ช็อกโกแล็ตแท่ง (Chocolate Bar)" ที่กินได้และอย่างที่สองคือ แดเนียล ฟีเทอร์ ได้หาทางผสมนมลงไปในช็อกโกแล็ต จนกลายเป็น "ช็อกโกแล็ตนม (Chocolate Milk)" ที่เราสามารถแทะกินได้ ในอเมริกา มการผลิตช็อกโกแล็ตกันอย่างไม่ลืมหูลืมตากว่าที่ไหนๆ ในโลก และในปี 1765 โรงงานช็อกโกแล็ตแห่งแรกก็เกิดขึ้น สมัยนั้นใครๆ ต่างก็หลงใหลช็อกโกแล็ตเสียจนขาดตลาดในช่วงนั้น

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลสหรัฐอเมริกา ได้ตระหนักดีถึงบทบาทสำคัญองช็อกโกแล็ต ในการบำรุงขวัญกำลังใจและสุขภาพของทหาร จึงได้ส่งเมล็ดโกโก้ไปให้กองทัพทหารเป็นจำนวนมาก ทุกวันนี้ ทหารสหรัฐฯ ยังได้รับการแจกช็อกโกแล็ตเป็นเสบียงติดตัว แม้แต่นักบินอวกาศของสหรัฐฯ ก็ยังได้นำช็อกโกแล็ตติดตัวไปนอกโลกอีกด้วย