วันศุกร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2551

สร้างตนเองให้พร้อมกับการทำงาน

ร่างกาย
  • นอน 3 หรือ 4 ทุ่ม ตื่นตี 5 ทุกวัน
  • หัดวิธีหลับสนิทจากชีวจิต เพื่อให้ “โกร๊ธ ฮอร์โมน” หลั่งด้วย ถ้านอนหลับได้สนิทอย่างนี้ วันละ 5 ชั่วโมงก็เหลือเฟือแล้ว
  • ผ่อนคลายความเครียด ด้วยการทำ Relaxaion
  • ออกกำลังกายทุกเช้า ด้วยวิธีไหนก็ได้ ขอให้ “โกร๊ธ ฮอร์โมน” หลั่งเป็นใช้ได้ คือ เหงื่อออกโทรม หัวใจเต้นแรง ชีพจนเต้นระหว่าง 100-120 ครั้งต่อนาที
  • ทุกคืนก่อนนอน ขอให้ทบทวนการปฏิบัติตามข้อที่หนึ่ง ว่าทำไปแล้วอย่างไร ก้าวหน้าหรือถอยหลังไปกว่าเดิม วันต่อไปจะแก้ไขปรับปรุงอย่างไร


สิ่งแวดล้อมในบ้านและที่ทำงาน

  • หาต้นไม้ ดอกไม้ ไม้ใบ (ต้นไม้จริง ไม่ใช่พลาสติก) วางไว้ในบ้านและห้องทำงาน
  • อย่าใช้พรมปูเต็มห้อง ถ้าจำเป็นต้องเอาพรมตากแดดทุกอาทิตย์
  • ให้ของใช้ในห้องนอน เช่น เตียง ผ้าคลุม หมอน ได้รับแสงแดดอย่างน้อยอาทิตย์ละ 3-4 ครั้ง เปิดหน้าต่างให้อากาศระบายทุกวัน
  • ระวังยาฆ่าแมลง ให้ใช้น้อยที่สุด หรือไม่ใช้เลย
  • วิถีชีวิตต้องให้เข้ากับธรรมชาติ ที่อยู่อาศัย อากาศโปร่ง การระบายน้ำและของโสโครกต้องสะอาด น้ำต้องบริสุทธิ์ ชีวิตประจำวันเข้ากันได้ดีกับสิ่งแวดล้อม


จิตใจ

  • ฝึกวิธีคิด วิธีทำใจเสียใหม่ วิธีคิดคือ การคิดในทางบวก ทำใจให้เบิกบาน และใช้สติกับสมาธิกำกับใจอยู่ตลอดเวลา
  • รักเพื่อนของท่านให้เท่ากับรักตัวเอง ทุกวันมีเพื่อนใหม่เพิ่มขึ้นอย่างน้อยหนึ่งคน ให้ความรักแก่เพื่อน แล้วคุณจะได้ความรักกลับคืนเป็นสองเท่า

วันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2551

เคล็ดลับในการทำงานให้เสร็จทันเวลาในแต่ละวัน ..

การทำงานให้เสร็จทันเวลาในแต่ละวัน ต้องอาศัยเคล็ดลับ ไม่ยาก ต่อให้คุณจะยุ่งมากแค่ไหน คุณก็สามารถทำให้งานต่าง ๆ เสร็จได้ไม่ยากเลย มาดูเคล็ดลับความสำเร็จกันเถอะคือ ความสำเร็จอยู่ในมือคุณแล้ว มาดูกันเลย ...
++เตรียมพร้อม++
คือเตรียมรายการที่ต้องทำในแต่ละวัน จัดลำดับความสำคัญ แล้วทำสิ่งที่สำคัญที่สุดก่อน..
++อย่ารับงานมาก++
ไม่ทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน ควรตัดสินใจเลือกทำงานชิ้นใดชิ้นหนึ่งให้เสร็จก่อนที่จะทำงานอื่นต่อไป..
++อย่าหวังว่าทำได้ดีที่สุด++
เพราะการทำทุกอย่างให้ดีไม่มีที่ตินั้น ต้องใช้เวลาและพลังงานมาก ดังนั้นอย่าเสียเวลากับเรื่องเล็กน้อยที่ไม่สำคัญจนกลายเป็นการบริหารเวลาไม่เป็น..
++รู้จักปฏิเสธ++
หากไม่สามารถทำได้ทันเวลาหรือเป็นงานที่เกินกำลัง..
++อย่าเสียเวลากับกองกระดาษ ++
ไม่ควรเก็บเอกสารทุกอย่างรวมกันไว้เต็มโต๊ะ เพราะเมื่อต้องการใช้เอกสารสำคัญจะต้องเสียเวลานาน ควรจัดทำเป็นแฟ้มเอกสารเพื่อจะใช้ได้ง่าย..
++หาคนช่วย++
ไม่ต้องกลัวเสียหน้า ถ้าเราเดือดร้อนแล้วบอกเพ ื่อน เพื่อนที่ดีจะช่วยเรา และเขาก็จะพอใจที่เราวางใจเขาให้ช่วย.. และ
++พักผ่อนบ้าง++
เช่น ถ้าเป็นเวลาทำงาน ควรหาเวลาพักสมองบ้าง ถ้าเป็นหลังเลิกงานก็หาสิ่งที่ทำแล้วสบายใจ เช่นอ่านหนังสือหรือดูหนังฟังเพลง…

วันอังคารที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2551

น่าเที่ยวพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย

แหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์แรงงาน ‘แห่งแรกและแห่งเดียวในเอเชีย’
อ่านจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์‘ซอกแซกกรุงเทพ’ สัปดาห์นี้ เขาพาเที่ยวพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย สถานที่บอกเล่าพัฒนาการแรงงานไทย ยุคก่อนสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก่อตั้งขึ้นเพื่อบอกเล่าประวัติศาสตร์ คุณค่าของคนงานไทยที่มีคุณูปการและมีส่วนสร้างสรรค์สังคมมาช้านาน ภายในพิพิธภัณฑ์แบ่งพื้นที่จัดแสดงเป็น 6 ส่วน

ส่วนแรก แสดงเรื่องราวของสังคมและชีวิตความเป็นอยู่ของแรงงานไทยใน ‘สังคมศักดินา’ เป็นสมัยที่ใช้แรงงานบังคับไพร่-ทาส ในการผลิตทุกด้านของสังคม มีการแสดงข้าวของเครื่องใช้ซึ่งจำลองมาจากวิถีชีวิตของแรงงานสมัยอดีตให้ชมกัน

ถัดมาเป็น เรื่องราวของกุลีจีน แรงงานรับจ้างรุ่นแรกสุดของสังคมไทย พวกเขาอพยพมาจากแผ่นดินจีนอย่างไร มีชีวิตความเป็นอยู่เช่นไร แล้วทำไมกุลีจีนต้องสูบฝิ่น มาร่วมหาคำตอบกันได้ในห้องนี้ รวมทั้งจัดแสดง ‘รถเจ๊ก’ (ลักษณะคล้ายรถสามล้อปั่นปัจจุบัน แต่เปลี่ยนจากใช้แรงปั่นเป็นการใช้แรงลาก) ให้สัมผัสและลองนั่งอีกด้วย

ส่วนที่ 3 ช่วงปฎิรูปประเทศสมัยรัชกาลที่ 5 เปลี่ยนผ่านสยามประเทศสู่ความเป็นอารยะสมัย ห้องนี้จะบอกเล่ากระบวนการปฎิรูป และการเข้าไปมีส่วนร่วมของผู้ใช้แรงงานในเหตุการณ์ดังกล่าว รวมทั้งจัดแสดงสัญญาซื้อขายทาสในสมัยก่อนซึ่งหาดูได้ยาก

ส่วนที่ 4 แสดงสภาพแรงงานก่อนและหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชสู่ระบอบประชาธิปไตย จัดแสดงหนังสือพิมพ์กรรมกรอันเป็นกระบอกเสียงของแรงงานไทยยุคแรก ใบปลิว เอกสาร เหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ และเหรียญกล้าหาญของผู้ร่วมปราบกบฏบวรเดชเมื่อปี 2476

ส่วนที่ 5 บอกเล่าเรื่องราวของแรงงานช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 การใช้ชีวิตของผู้คนช่วงสงครามเย็น และแบบจำลองการสร้างทางรถไฟสายมรณะที่ จ.กาญจนบุรี
มาถึงส่วนสุดท้าย รวมบุคคลและเหตุการณ์สำคัญที่เคยเกิดกับแรงงานไทย อาทิ เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เรื่องของทนง โพธิ์อ่าน ผู้นำแรงงานที่ต่อต้านเผด็จการ รสช. สมัย พล.อ.สุจินดา คราประยูร เรื่องแรงงานสตรี แรงงานเด็ก เป็นต้น

สำหรับผู้ที่ต้องการทราบความเป็นมาของบทเพลงด้านแรงงาน ก็มีห้อง ‘ศิลปวัฒนธรรมกรรมกร จิตร ภูมิศักดิ์’ ให้เยี่ยมชมและฝึกร้องเพลงที่สะท้อนปัญหาของผู้ใช้แรงงานได้ โดยมีมุมคาราโอเกะไว้คอยบริการด้วย
ร่วมเรียนรู้อดีตแรงงานไทย กลุ่มคนที่มีคุณูปการต่อสังคมมาตลอดประวัติศาตร์อันยาวนานได้ ที่ ‘พิพิธภัณฑ์แรงงานไทย’ แห่งแรกและแห่งเดียวในเอเชีย แหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์สังคมไทย ที่หาดูที่ไหนไม่ได้.

หมายเหตุ
‘พิพิธภัณฑ์แรงงานไทย’ ตั้งอยู่ที่ ถ.มักกะสัน แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพฯ เปิดทำการวันพุธ-วันอาทิตย์ เวลา 10.00 - 16.30 น. ไม่เสียค่าเข้าชม สอบถามเพิ่มเติมโทร. 0-2251-3173

ประวัติช็อกโกแล็ต

ช็อกโกแล็ตนั้น มีมานานกว่า 1,400 ปีแล้ว เรื่องราวของช็อคโกแล็ตนั้น เริ่มต้นขึ้นที่ทวีปอเมริกากลาง ซึ่งชนเผ่ามายานั้น เขาได้เคยดื่มกินน้ำชนิดหนึ่งซึ่งหอมกรุ่นและให้รสชาติซาบซ่านเรียกว่า "ช็อกโกแลทัล" ซึ่งนั่นก็คือช็อกโกแล็ตนั่นเอง

ชาวชนเผ่ามายาจึงได้ขึ้นชื่อว่า เป็นผู้ทำให้ต้นโกโก้ กลายเป็นช็อกโกแล็ตขึ้นมา นับว่าเป็นการค้นพบที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งของต่อปากของมนุษยชาติก็ว่าได้ ต้นโกโก้นั้นปลูกกันทั่วทวีปอเมริกากลางเมื่อสองพันปีก่อนเติบโตได้ดีในอากาศร้อน และในผลโกโก้นี้มีเมล็ดสีม่วงจำนวนมาก เราสามารถนำเมล็ดสีม่วงเหล่านี้ไปตากแห้งและผ่านกระบวนการต่างๆ ทำให้เกิดเป็นช็อกโกแล็ตขึ้นมาได้

คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส เป็นชาวยุโรปคนแรกที่ได้เห็นและสัมผัสกับเมล็ดโกโก้ เขาค้นพบเมล็ดโกโก้ เมื่อปี ค.ศ. 1492 ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่เขาค้นพบทวีปอเมริกา ลูกชายของโคลัมบัลซึ่งได้ติดตามไปทวีปอเมริกาด้วยนั้น ได้ค้นพบเรือบดลำใหญ่ของชาวพื้นเมือง เขาบันทึกเหตุการณ์เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1502 ไว้ว่า "พวกชนชาวพื้นเมืองอเมริกัน ถือว่า เมล็ดถั่ว (เลม็ดโกโก้) มีค่าแล้วเก็บมันขึ้นมาราวกับว่าพวกเขาทำลูกตาตกอย่างนั้นแหละ" โคลัมบัสกับลูกเรือไม่รู้ว่าเมล็ดโกโก้นั้น อันที่จริงเป็นสิ่งที่ชาวมายาใช้แทนเงิน เมื่อกลับยุโรป โคลัมบัสนำได้นำเมล็ดดโกโก้เป็นหนึ่งในของที่นำมาถวายแด่กษัตริย์และราชินีของสเปนด้วย

กษัตริย์เฟอดินันด์มองไม่เห็นคุณค่าของเมล็ดโกโก้ กว่าเมล็ดโกโก้จะกลายเป็น "สมบัติล้ำค่า" ขึ้มาก็อีก 20 ปีให้หลัง เมื่อเฮอร์นันโด คอร์เทส เดินทางไปพิชิตจักรวรรดิแอสแท็ค โดยในช่วงที่คอร์เทส รุกรานดินแดนเม๊กซิโก เขาสังเกตเห็นชาวแอสแท็คใช้เมล็ดโกโก้ในการเตรียมการถวายเครื่องดื่มแก่กษัตริย์ ซึ่งว่ากันว่าจักรพรรดิมอนเตซูมา ดื่มน้ำช็อกโกแล็ตถึงวันละ 50 ถ้วย เมื่อคอร์เทสและกองทัพสเปนมาถึง พระองค์ (ซึ่งคิดว่าคอร์เทสเป็นเทพเจ้า) ทรงให้การต้อนรับด้วยน้ำช็อกโกแล็คที่ใส่ภาชนะทองคำอย่างหรูหราอลังการมาก ราวกับว่ามันเป็นอาหารหรือเครื่องดื่มจากแดนสวรรค์ คอร์เทสเขียนบันทึกไว้ว่า กษัตริย์มอนเทซูมาดื่ม "ซอคาแลทัล" "...ซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่เพิ่มพลังและขับไล่ความเหนื่อยอ่อนดื่มแก้วเดียวก็มีเรี่ยวแรงดิ่นได้ทั้งวันโดยไม่ต้องกินอาหารอย่างอื่นเลย" แม้ซอคาแลทัลของท่านจักรพรรดิ์ จะมีคุณสมบัติดีเพียงใดก็ไม่ใช่ทุกคนในกองทหารของคอร์เทสที่จะชื่นชอบมัน ทหารส่วนใหญ่ จริงๆ ก็เกือบทั้งหมดจะแทบสำลัก เพราะว่ามันมีรสชาติขมมาก ทหารบางคนบอกว่า "น่าจะโยนให้หมูกินดีกว่าเอามาให้พวกเรา"

ชนชั้นสูงดื่มกินน้ำช็อกโกแล็ต คนที่จะถูกสังเวยชีวิตในพิธีบูชายันมนุษย์ก็จะได้ดื่มน้ำช็อกโกแล็ตเพื่อที่จะกระตุ้นจิตใจให้มีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้งหนึ่ง มีการบันทึกว่าชาวแอสแท็คมีการถวายน้ำช็อกโกแล็ตให้แก่เทพเจ้าเค็ทซัลคอทัลด้วย ตามตำนานนั้นเล่าว่า เทพเค็ทซัลคอทัลหายลับไปจากโลกก็เพราะว่าถูกสวรรค์ลงโทษที่นำช็อกโกแล็ต ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องดื่มศักดิ์สิทธิ์จากแดนสวรรค์มาให้มนุษย์ได้ลิ้มลอง แต่สิ่งท่านทิ้งไว้ให้เป็นที่ระลึกก็คือ ต้นโกโก้ ที่งอกงามไปทั่วพื้นดิน ท่านจึงได้ครองอีกตำแหน่งก็คือเทพแห่งต้นโกโก้

ในปี 1529 เมื่อคอร์เทสปราบพวกแอสแท็คได้สำเร็จ เขาก็นำเอาเมล็ดโกโก้กลับมาสเปนด้วย จากนั้นรสชาติของน้ำช็อกโกแล็ต ก็ได้รับอิทธทพลจากสเปนคือ มีการเพิ่มน้ำตาลทราย วานิลาและกลิ่นอบเชยลงไป เครื่องดื่มนี้ชนะใจทุกคน โดยเฉพาะพวกผู้ดีในสเปน สเปนจึงได้สร้างไร่โกโก้ในทวีปอเมริกากลางจนกลายเป็นธุรกิจใหญ่โต แต่เก็บศิลปะการทำน้ำช็อกโกแล็ตไว้เป็นความลับจากพวกชนชาติยุโรปที่เหลือนานเกือบร้อยปี

พระชาวสเปนนั้นเป็นผู้เก็บสูตรการทำน้ำช็อกโกแล็ตไว้เป็นความลับ แต่ความลับนั้นไม่มีในโลก มันจึงรั่วไหลออกมา ภายในเวลาอันรวดเร็วผู้คนทั่วทั้งยุโรปก็ติดใจในน้ำช็อกโกแล็ต ซึ่งถือเป็นเครื่องดื่มที่อร่อยและเสริมสุขภาพได้ มีการดื่มกันที่ราชสำนักในฝรั่งเศษ และได้นำช็อกโกแล็ตข้ามน้ำข้ามทะเลมายังอังกฤษ และในปี ค.ศ. 1675 ร้านน้ำช็อกโกแล็ตแห่งแรกของอังกฤษก็เปิดขึ้น

การดื่มน้ำช็อกโกแล็ตในยุคนั้น ถือเป็นเรื่องทันสมัยแสดงถึงรสนิยมสูง บรรดาผู้ดีมีสกุลเท่านั้นจึงมีสิทธิ์ลิ้มลองรสชาติของมัน และเมื่อเรือกลไฟได้ถูกประดิษฐ์ขึ้น ก็สามารถขนส่งเมล็ดโกโก้ได้คราวละเป็นจำนวนมาก พอถึงปี 1730 น้ำช็อกโกแล็ตจึงมีราคาถูกลง จนคนธรรมดาทั่วไปได้มีโอกาสลิ้มรสของมันได้บ้าง การประดิษฐ์เครื่องบดเมล็ดโกโก้ ในปี 1828 ยิ่งทำให้ราคาของน้ำช็อกโกแล็ตลดต่ำลงไปอีก ทั้งยังช่วยกรองไขมันของเมล็ดโกโก้ ออกไปให้รสชาติที่น่าหลงใหลขึ้น จากนั้นการดื่มน้ำช็อกโกแล็ตก็ได้แพร่หลายมาจนถึงทุกวันนี้

ในศตวรรษที่ 19 ช็อกโกแล็ตมีการเปลี่ยนรูปอยู่สองอย่างคือ ในปี 1847 บริษัทอังกฤษได้ผลิต "ช็อกโกแล็ตแท่ง (Chocolate Bar)" ที่กินได้และอย่างที่สองคือ แดเนียล ฟีเทอร์ ได้หาทางผสมนมลงไปในช็อกโกแล็ต จนกลายเป็น "ช็อกโกแล็ตนม (Chocolate Milk)" ที่เราสามารถแทะกินได้ ในอเมริกา มการผลิตช็อกโกแล็ตกันอย่างไม่ลืมหูลืมตากว่าที่ไหนๆ ในโลก และในปี 1765 โรงงานช็อกโกแล็ตแห่งแรกก็เกิดขึ้น สมัยนั้นใครๆ ต่างก็หลงใหลช็อกโกแล็ตเสียจนขาดตลาดในช่วงนั้น

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลสหรัฐอเมริกา ได้ตระหนักดีถึงบทบาทสำคัญองช็อกโกแล็ต ในการบำรุงขวัญกำลังใจและสุขภาพของทหาร จึงได้ส่งเมล็ดโกโก้ไปให้กองทัพทหารเป็นจำนวนมาก ทุกวันนี้ ทหารสหรัฐฯ ยังได้รับการแจกช็อกโกแล็ตเป็นเสบียงติดตัว แม้แต่นักบินอวกาศของสหรัฐฯ ก็ยังได้นำช็อกโกแล็ตติดตัวไปนอกโลกอีกด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2551

15 อันดับกษัตริย์รวยสุดในโลก

อันดับ 1 สุลต่านฮัจยี ฮาสซานาล โบลเกียห์ สุลต่านแห่งบรูไนพระชนมพรรษา 61 พรรษา มีทรัพย์สิน 22 พันล้านดอลลาร์ ขึ้นครองราชย์เป็นสุลต่านองค์ที่ 29 แห่งราชวงศ์บรูไนเมื่อ 40 ปีที่ผ่านมา ทรงรับมรดกตกทอดจากราชวงศ์ที่มีอายุยืนนานมา 600 ปี ทรงเป็นนายกรัฐมนตรี, รมว.กลาโหม, รมว.คลัง และผู้นำศาสนาด้วยพระองค์เอง ประเทศนี้มีน้ำมันและแหล่งแก๊สธรรมชาติ, สะสมเพชรนิลจินดาระดับเยี่ยม พระองค์ทรงเป็นนักกีฬาโปโลด้วย

อันดับ 2 ชีค คาลิฟา บิน ซาเยด อัล นาห์ยัน พระชนมพรรษา 59 พรรษา ประธานาธิบดีประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีทรัพย์สมบัติ 21 พันล้านดอลลาร์ ทรงครองนครอาบู ดาบี ซึ่งกำลังทำเป็นศูนย์กลางด้านวัฒนธรรมของตะวัน ออกกลาง

อันดับ 3 กษัตริย์อับดุลลาห์ บิน อับดุลลาซีซ์ กษัตริย์ประเทศซาอุดีอาระเบีย พระชนมพรรษา 83 พรรษา ทรงมีทรัพย์สิน 19 พันล้านดอลลาร์ ขึ้นครองราชย์ตั้งแต่ปี 2005 จากนั้นทรงเริ่มก่อสร้างเมืองมูลค่า 26 พันล้านดอลลาร์ กล่าวกันว่าพระองค์ทรงอนุรักษนิยมมากกว่ากษัตริย์ฟาห์ด พี่ชายผู้สิ้นพระชนม์ไปแล้ว ปัจจุบันทรงชอบเพาะพันธุ์ม้าอาราเบียน ทรงสร้างหอสมุดที่ซาอุดีอาระเบีย และที่โมร็อกโก

อันดับ 4 ชีค โมฮัมหมัด บิน ราชฮิด อัล มากตูม พระชนมพรรษา 57 พรรษา เจ้าผู้ครองนครดูไบ มีทรัพย์สมบัติมูลค่า 16 พันล้านดอลลาร์ ทรงเป็นซีอีโอของ Dubai Inc.ทรงร่วมทรัพย์สมบัติกับพี่น้องอีก 2 พระองค์ เมื่อเร็ว ๆ นี้เข้าไปซื้อหุ้นธนาคารเอชเอสบีซี และธนาคารดัตช์ เสนอซื้อกิจการห้างสรรพสินค้า ชื่อบาร์เนย์ ที่นครนิวยอร์ก และยังประกาศเงินบริจาค 10 พันล้านดอลลาร์ เพื่อจัดตั้งกองทุนการศึกษาตะวันออกกลาง

อันดับ 5 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์แห่งประเทศไทย พระชนมพรรษา 79 พรรษา ทรงมีทรัพย์สิน 5 พันล้านดอลลาร์ ทรงครองราชย์ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์โลก ประสูติในสหรัฐ ทรงได้รับการศึกษาจากสวิส สถาบันกษัตริย์มีสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ทำหน้าที่เป็นหน่วยลงทุน และจัดการทรัพย์สินต่าง ๆ ทรงเป็นกษัตริย์ด้าน สิ่งแวดล้อม อาทิ พระราชพาหนะจะแล่นด้วยน้ำมันปาล์ม เป็นต้น

อันดับ 6 เจ้าชายฮานส์-อาดัมที่ 2 แห่งลิกเตนสไตน์ พระชนมพรรษา 62 พรรษา มีทรัพย์ สิน 4.5 พันล้านดอลลาร์ พระองค์ทรงรับมรดกตกทอดมาจากราชวงศ์ที่ยืนยาวกว่า 900 ปี ทรงเป็นนักสะสมศิลปะ 4 ศตวรรษ มีธนาคารเป็นของพระองค์เองคือแอลจีที แบงก์ ทรงมีอสังหาริมทรัพย์ และบริษัทในสหรัฐที่ผลิตข้าวอินทรีย์คือไม่ใส่ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ใด ๆ

อันดับ 7 กษัตริย์โมฮัมหมัดที่ 4 แห่งโมร็อกโก พระชนมพรรษา 44 พรรษา มีทรัพย์สิน 2 พันล้านดอลลาร์ ทรงได้รับฉายาว่า "กษัตริย์แห่งคนจน" พระองค์พยายามที่จะให้ประชาชนของตนพ้นจากความยากจน และคำนึงถึงเรื่องสิทธิมนุษยชนมาก

อันดับ 8 เจ้าชายอัลเบิร์ตที่ 2 แห่งโมนาโก พระชนมพรรษา 49 พรรษา มีทรัพย์สิน 1.2 พันล้านดอลลาร์ ทรงเป็นโสด ปกครองโมนาโก เมื่อปี 2005 ต่อจากพระราชบิดา เจ้าชายอัลเบิร์ต ทรงมีอสังหาริมทรัพย์ และมีหุ้นอยู่ในมอนติคาโล กาสิโน เป็นพระราชโอรสของเจ้าชายอัลเบิร์ต และเจ้าหญิงเกรซ อดีตดาราหนังฮอลลีวู้ดที่สิ้นพระชนม์ไปเมื่อ 25 ปีที่แล้ว

อันดับ 9 ชีค ฮามาด บิน คาลิฟา อัล ทานิ เจ้าผู้ครองแคว้นกาตาร์ มีพระชนมพรรษา 55 พรรษา ทรัพย์สมบัติ 1 พันล้านดอลลาร์ ทรงยึดอำนาจจากพระราชบิดาโดยไม่เสียเลือดเนื้อเมื่อปี 1995 เป็นผู้นิยมในด้านการกีฬา เช่น รับเป็นเจ้าภาพกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ตลอดจนเป็นผู้สนับสนุนสถานีวิทยุกระจายเสียงอัล จาซีรา รวมทั้งสถานีวิทยุภาคภาษาอังกฤษชื่อเดียวกันด้วย

อันดับ 10 เจ้าชายคาริม อัล ฮุสซีนี มีพระชนมพรรษา 70 พรรษา มีทรัพย์สมบัติ 1 พันล้านดอลลาร์ ครองราชสมบัติครบ 50 ปี ในประเทศอิสไมลี ที่มีประชากรมุสลิม 15 ล้านคน มีธุรกิจตั้งแต่ฝรั่งเศสถึงสวิส ทรงชอบเลี้ยง และเพาะพันธุ์ม้า

อันดับ 11 สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 แห่งอังกฤษ พระชนมพรรษา 81 พรรษา ทรงมีทรัพย์สิน 600 ล้านดอลลาร์

อันดับ 12 ชีค ซาบาห์ อัล ซาห์บา เจ้าผู้ครองประเทศคูเวต พระชนมพรรษา 78 พรรษา ทรงมีทรัพย์สิน 500 ล้านดอลลาร์

อันดับ 13 สุลต่านคาบูส์ บิน ซาอิด แห่งโอมาน พระชนมพรรษา 66 พรรษา มีทรัพย์สมบัติ 500 ล้านดอลลาร์

อันดับ 14 พระราชินีบีทริกซ์ วิลเฮม มินา อาร์มการ์ด แห่งเนเธอร์แลนด์ พระชนม พรรษา 69 พรรษา ทรัพย์สมบัติ 300 ล้านดอลลาร์

และอันดับ 15 กษัตริย์มัสวาติ ที่ 2 แห่งสวาซิแลนด์ พระชนมพรรษา 39 พรรษา ทรัพย์สมบัติ 200 ล้านดอลลาร์.

วันศุกร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ลักษณะเลขานุการผู้จัดสัมมนา

ลักษณะเลขานุการผู้จัดสัมมนา
เลขานุการ คือบุคคลที่ทำหน้าที่สำคัญ ๆ เกี่ยวกับการประชุมและการสัมมนา โดยมีหน้าที่ดังต่อไปนี้
1. เตรียมการประชุม เพื่อการสัมมนา ตั้งแต่การประชุมขั้นต้น เพื่อวางแผนจัดสัมมนาเป็นระยะ ๆ จนถึงวันสัมมนา อันได้แก่
- การออกหนังสือเชิญประชุม ให้เป็นที่เรียบร้อย
- จดบันทึกปละจัดทำรายงานประชุม
2. ดูแลการจัดสถานที่ประชุม ให้เรียบร้อย
3. เตรียมการจัดสัมมนา ในเรื่อง
- เอกสารที่จะต้องทำให้เสร็จก่อนการสัมนา ได้แก่ โครงการ หนังสือเชิญ วิทยากร ผู้ดำเนินการ และผู้เข้าร่วมสัมนา
- เอกสารรายงานสรุปผลการสัมมนา ซึ่งจะทำหลังจากที่การจัดสัมมนาเสร็จสิ้น
4. เตรียมเอกสารและเครื่องมือเครื่องใช้ เช่น กระดาษ แฟ้ม ปากกา ฯลฯ ข้อมูลต่าง ๆ ที่ต้องการ ฯลฯ ที่ใช้ในการประชุมให้พร้อม
5. เตรียมคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการสัมมนา
6. เตรียมทำหนังสือขออนุมัติงบประมาณ
7. เตรียมออกหนังสือเชิญประธาน วิทยากร ผู้ดำเนินรายการ ผู้เข้าร่วมสัมมนา และผู้ให้การสนับสนุนการสัมมนา
8. เตรียมหนังสือขอความอนุเคราะห์ สนับสนุนการสัมมนา (หากมี)
9. เตรียมร่างคำกล่าวเปิด ปิด การสัมมนา
10. เตรียมร่าง คำกล่าวรายงานการจัดสัมมนา
11. ดูแลการจัดสถานที่ให้เป็นที่เรียบร้อย
12. เตรียมหนังสือขออนุญาตใช้สถานที่ ขอยืมวัสดุ - อุปกรณ์ จากแผนกต่าง ๆ หรือจากหน่วยงานอื่น
12. เตรียมทำเอกสารเกี่ยวกับการสัมมนาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเอกสารของวิทยากร การจดบันทึกการสัมมนา การจัดทำรายงานสัมมนา และสรุปผลการสัมมนา และเอกสารต่าง ๆ หรือหน้าที่อื่นใดตามที่ได้รับมอบหมายจากประธาน ฯลฯ

วันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ภาษาท่าทาง บอกอะไรคุณ

นักจิตวิทยาบอกว่า มนุษย์แต่ละคนแสดงภาษาท่าทางและสีหน้าอย่างอัตโนมัติขณะกำลังสนธนากับผู้อื่น
  • ใครก็ตามที่ ขณะพูดคุยแล้วทำมือทำไม้ประกอบไปด้วย แสดงว่าเขาต้องการให้คู่สนทนาเข้าใจเรื่องในอดีตและต้องการให้รู้ข่าวว่าเขาพูดความจริง
  • หากคู่สนทนาแสดงความสนใจและความเอื้อเฟื้อ ก็มักเอียงศรีษะและลูบหน้าผาก
  • หากคู่สนทนากำมือขณะสนทนา แสดงว่าเขาบอกเป็นนัยๆ ถึงการไม่ยอมรับในสิ่งที่คุณกำลังพูด
  • แต่ถ้าเขา แบมือให้คุณเห็น แสดงว่าเขาเปิดเผยออกมาจากใจ
  • คนที่ไม่สบตาขณะสนทนาด้วย มักเป็นคนที่ขาดความเชื่อมั่นใจในตนเอง